Sunday, November 18, 2012

เหล่สาวที่ Shibuya


ในหนังสือ guidebook ที่ผมซื้อมานั้น
เขาบอกว่า หากอยากสัมผัสความวุ่นวาย
ต้องไป "ชิบุย่า"

ผมเลยชวนน้องไปเดินชิบุย่ากัน
ผมอยากรู้ว่า แหล่งช้อปปิ้งของวัยรุ่นในญี่ปุ่นนั้น จะเหมือนกับสยามบ้านเรามั้ย
และมันจะวุ่นวายขนาดไหน














                                                   

ออกจากสถานีมาก็เจอกับคนเยอะมากก
ที่นี้เป็นสถานที่ๆที่วัยรุ่นนิยมมาเดินกัน
เพราะมีห้างชื่อดังตั้งอยู่มากมาย

มาที่นี้ผมไม่ได้เดินช้อปปิ้ง หรือซื้อของใดๆทั้งนั้น
แต่เดินดูผู้คนเดินผ่านไป ผ่านมา
(แลดูว่าง 555)

ที่จริงผมตั้งใจจะกิน shibuya honey toast
แต่เจออยู่แค่ร้านเดียว และเขาบังคับให้สั่งข้าวด้วย
เยอะไป เลยเดินหาร้านอื่นดีกว่า แต่ก็ไม่เจอ


















                                                   














                                                   

อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากมาเห็นที่ชิบุย่า คือ
5 แยก ที่มีคนเป็นร้อยเดินข้ามถนน
เหมือนกับที่ผมเคยเห็นในซี่รีญี่ปุ่น

พระเอกอยู่ฝั่งหนึ่ง
นางเอกอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
เดินมาพบกันระหว่างทาง
ท่ามกลางผู้คน เดินผ่านไปผ่านมา

อาจจะไม่เห็นภาพกัน ว่าคนเยอะขนาดไหน
ผมเลยถ่ายเป็นวิดีโอมาให้ดู ^^

                                                                 

อีกสัญลักษณ์ชื่อดังของชิบุย่า 
ก็คือ รูปปั้นน้องหมา ฮาชิโกะ
หมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ ที่จะคอยเดินมาส่งเจ้านายของมัน
และรอรับที่สถานีรถไฟทุกเย็น จนกระทั่งวันหนึ่ง
เจ้านายได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน โดยที่มันไม่รู้เลย
เจ้าฮาชิโกะ ก็ยังคงมารอรับเจ้านายกลับบ้านทุกเย็น
ทุกวันเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งมันแก่ตายไป

ปัจจุบัน รูปปั้นนี้จึงกลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของคนที่มาเที่ยวชิบุย่า








Friday, November 16, 2012

โตเกียว ท้องฟ้า ต้นไม้

เหนือฟ้ายังมีฟ้า
เหนือโตเกียวทาวเวอร์ (tokyo tower) ยังมี
"โตเกียวสกายทรี (tokyo sky tree)"

โตเกียวสกายทรี (tokyo sky tree) หรือโตเกียวทาวเวอร์แห่งใหม่นั้น
เป็นหอกระจายคลื่น ขนาดความสูง 634 เมตร (2,080 ฟุต)
เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
และนับว่าเป็น หอคอยสื่อสารที่สูงที่สุดในโลก

เมื่ออาคาร และตึกต่างๆถูกออกแบบ
และแข่งกันสร้างให้สูงขึ้นเรื่อยๆ
โตเกียวทาวเวอร์ ที่เคยยิ่งใหญ่
และมีความสำคัญมากกับประเทศญี่ปุ่น
ในช่วงหนึ่ง กลับไม่สามารถส่งสัญญาณโทรทัศน์ได้อีก
เนื่องถูกอาคารเหล่านั้นบดบังสัญญาณ
"โตเกียวสกายทรี" จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

หลังจากที่เดินเที่ยวภายในวัดอาซาคุสะเสร็จ
ผมและน้องก็วางแผนว่าจะเดิน
ไปเที่ยว โตเกียวสกายทรี
หอคอยแห่งใหม่ของญี่ปุ่นกัน














                                                 
 
วิวริมแม่น้ำตรงนี้สวยมาก ผมเลยขอนั่งพักชมวิวสักหน่อย
ผมรู้สึกว่าบ้านเมืองของญี่ปุ่นนั้น ถึงจะมีตึกอาคารสูงมากมายเพียงใด
แต่มันก็ยังมีพื้นที่ให้เราได้เห็นท้องฟ้ากว้างๆอยู่บ้าง
หรือไม่ก็เป็นประเทศที่แม่น้ำค่อนข้างเยอะ
ทำให้ผมหลงรักวิวริมแม่น้ำของที่นี้จริงๆ

เหมือนจะใกล้ แต่ก็ไกลเหมือนกัน



































                                            
                                          

และแล้วเราก็มาถึง โตเกียวสกายทรี
ผมลองเสิชกูเกิลดูว่าพบว่า
ถ้าเดินจาก asakusa ระยะทางก็ประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร
หากมีเวลาน้อย นั่งรถไฟจะเร็วกว่า

บริเวณโตเกียวสกายทรี
จะมีทั้งห้างและพิพิธภัณฑ์
ของที่ขายล้วนน่ารัก น่าซื้อทั้งนั้น























                                                                                                                                                         

สำหรับคนที่ชื่นชอบโตเกียวบานาน่า
ที่นี้จะมีรสชาติพิเศษที่ทำขาย
เฉพาะที่นี้ด้วย

เป็น โตเกียวบานาน่าลายเสือ รสช๊อกโกแลต
ผมว่ามันหวานๆไปหน่อยนะ                                                                                                        





คนญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต่อแถวกันยาวเหยียด 
เพื่อขึ้นไปชมวิว เมืองโตเกียว
แต่ผมคงต้องขอถอนตัว เพราะคนเยอะมาก
บวกกับค่าขึ้นชมที่ค่อนข้างจะแพง 
2000 เยนสำหรับ ความสูง 350 เมตร   
(ไว้ผมจะพาไปชม วิวเมืองโตเกียว จากโตเกียวทาวเวอร์)
















                                                   

เดินจนมืดค่ำกันเลย
บริเวณรอบๆโตเกียวทาวเวอร์นี้ มีร้านอาหารเยอะแยะ
เหมาะแก่การนั่งชิวและ ชมแสงไฟจากโตเกียวสกายทรี

































                                                                                                                      

ผมยืนมอง หอคอยที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้ แล้วคิดว่า

หากมนุษย์ ยังคงแข่งกันสร้างตึกให้สูง และสูงแบบนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ
อนาคต เราคงได้เห็น หอคอยที่สูงกว่า เมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า
และพอถึงวันนั้น การได้เห็นท้องฟ้าจากพื้นดินคงกลายเป็นเรื่องยาก
เพราะมีแต่ตึกสูงๆบัง 'ท้องฟ้า' เต็มไปหมด





















                                                                        

ขอบคุณที่ติดตามชมนะครับ

--------   TIPS  --------

- ถ้านั่งรถไฟจาก asakusa ไป tokyo sky tree
 ให้นั่งสาย tobu skytree line นั่งไปแค่สถานีเดียวประมาณ 140 เยน

Wednesday, November 14, 2012

โคมใหญ่ ใจกลาง Asakusa

น้อยคนนักที่มาเที่ยวโตเกียว
แล้วไม่ได้มาเยือนวัดแห่งนี้
วัดดังย่านอาซาคุสะ
วัดเซ็นโทจิ

วัดเซ็นโทจิ หรือที่ใครๆก็เรียกว่า วัดอาซาคุสะ นั้น
เป็นวัดที่เก่าแก่และสำคัญแห่งหนึ่งในโตเกียว
ถูกสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.628-645
แต่เมื่อช่วงสงครามโลก วัดนี้ได้รับความเสียหาย
จากการถูกทิ้งระเบิด จึงมีการถูกสร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง
จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่และความสงบสุข

โคมแดงขนาดยักษ์ ความสูงขนาด 4.5 เมตร
ถูกแขวนเด่นอยู่หน้าประตู ทางเข้าวัด
ประตูนี้มีชื่อว่า "คามินาริมง" (kaminorimon)
แปลเป็นไทยว่า "ประตูฟ้าคำราม"






















                                                                                                                                                                                                                          
ขณะที่เดินผ่าน ผมลองแหงนมองดู
ว่าใต้โคมยักษ์นี้ มันมีอะไรอยู่
ผมเจอมังกร!!
มังกรที่ทำขึ้นจากไม้ ถูกแกะสลักไว้อย่างประณีต
นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ประตูนี้ชื่อ คามินาริมง ก็ได้
(เพราะความเชื่อที่ว่าเมื่อมังกรคำราม
จะทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง)



เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาก็จะเจอกับถนน nakamise
ถนนนี้จะมีร้านค้าตั้งเรียงกันสองข้างทาง มีของขายมากมาย
ทั้งขนม ของฝาก ของที่ระลึก ผู้คนเดินซื้อของกันขวักไขว้
(ถ้ามาช่วงเทศกาลคนจะแน่นมากกก)






เมื่อเดินช้อปกันเพลินแล้วก็จะเจอกับประตูอีกชั้น 
ชื่อว่าประตู Hozomon พอผ่านประตูเข้าไปก็จะถึงภายในตัววัดแล้ว


กระถางธูปขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางลานวัด
เชื่อกันว่า หากกวักควันเข้าหาตัวแล้วจะโชคดี
ว่าแล้วก็ เอาสักหน่อย













                                               

เซียมซีสไตล์ญี่ปุ่นไม่ต่างจากบ้านเรานัก














                                               

ในวัดญี่ปุ่นแถบทุกที่จะมีเครื่องรางของขลัง ขายอยู่
บ้านเราจะเป็นพวกสร้อยพระ สายสินญ์
แต่ที่นี้จะเป็นลักษณะคล้ายถุงผ้า
เล็กๆน่ารัก เรียกว่า "omamori"

แต่ละอัน แต่ละสีก็จะมีความหมายแตกต่างกันไป
เช่น สีชมพูโชคดีเรื่องความรัก สีแดงเรื่องการประสบความสำเร็จ
สีทองเรื่องการเงิน สำหรับเด็กก็มีเครื่องรางขอให้สอบผ่านด้วย
(แต่ละอันราคาไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ขอผ่านครับ)














                                               

ด้านในจะมีรูปปั้นพระแม่กวนอิมประดิษฐานอยู่

จากวัดนั้น จะสามารถมองเห็นโตเกียว สกายทรี 
สถานีต่อไปของเรา 

ตอนกลางคืนที่วัดนี้จะเปิดไฟด้วย
บรรยากาศสวยมาก
แนะนำให้มาเดินกันครับ








--------   TIPS  --------

- ของกินขึ้นชื่อของที่นี้ คือซาลาเปาทอด หรือ อาเงะมันจู(Agemanju)
  เป็นแป้งทอดมีไส้ด้านใน มีหลากหลายไส้ เช่น ถั่วแดง ชาเขียว ฟักทอง
- ขนมอีกอย่างที่ผมชอบ คือเซมเบ้ ขนมขบเคี้ยวคล้ายๆข้าวเกรียบ ทาหน้า
  ด้วยโชยุ และเอาไปบ่างบนเตาถ่าน ที่นี้มีให้ลองชิมสดๆด้วย
    

Monday, November 12, 2012

ตลาดปลา ปลาตลาด


เพราะความเพลียจากเมื่อวาน
ทำให้เช้านี้เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะลุกออกจากเตียง


เตียงนอนนุ่มๆมีแรงดึงดูด มากกว่าแม่เหล็ก

ผมพยายามตื่น ในขณะที่น้องก็พยายามปลุก
เช้านี้เราจะไปตลาดปลาซึกิจิกัน

ตลาดปลาซึกิจิ  เป็นตลาดค้าส่งปลาและอาหารทะเลที่ใหญ่ที่่สุดในโลก
จะมีการส่งผลิตภัณฑ์มาขายที่นี้เป็นหลายพันตันต่อวัน
ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์น้ำนานาชนิด
จากหลายประเทศทั่วโลก














                                                
สิ่งที่มีชื่อเสียงของที่นี้คือ การประมูลปลาทูน่ายักษ์(maguro)
ปลาทูน่าขนาดกว่า 300 กิโลกรัม
จะถูกส่งมาจากทั่วเกาะญี่ปุ่น ตอนประมาณตี 3
เริ่มการประมูลเวลา ตี 5 กว่า
และเสร็จสิ้นการประมูลประมาณ 7 โมง

หลังจากนั้นปลาทูน่าสดๆก็จะถูกแบ่งไปตัดแยกชิ้นส่วน
ตามร้านค้าทั่วตลาดปลาซึกิจิ





































                                                   
ด้วยความที่เราตื่นสาย (6 โมงเนี่ยนะ - -)
บวกกับใช้เวลานั่งรถไฟนานกว่าจะถึง
ทำให้พลาดชมการประมูลปลาเป็นที่เรียบร้อย
เรามาถึงเขาก็ส่งปลากันไปแล้ว




























                                               

รถสกู๊ตเตอร์ และรถบรรทุกวิ่งส่งของกันอย่างชุลมุน
(หลบให้ดีๆนะครับ เพราะคนขับ เขาขับไม่สนใจเลย)













 
                                               

เหล่าพ่อครัว แม่ครัว ก็มาเดินช้อปของสดๆกลับไปทำอาหารกัน















                                                                                       
เมื่อเดินเล่นภายในตลาดเสร็จ
ก็เดินตามหา ร้านซูชิเทพ ที่เขาว่ากันว่าสดและอร่อยมาก
"ซูชิได (sushi dai)"


http://www.japan-guide.com/g2/3021_01.gif
รูปจาก http://www.japan-guide.com/g2/3021_01.gif

รูปจาก http://www.styleforum.net/t/192178/one-week-trip-to-japan/15   





































                                       
ร้านซูชิได เป็นร้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณบล๊อกที่ 4 ถ้าเดินมาจากโซนผลไม้
ร้านนี้มีที่นั่งเป็นบาร์ประมาณ 10-12 ที่เท่านั้น
และซูชิแต่ละคำนั้นจะถูกบรรจงปั้นจากพ่อครัวเพียง 3 คน 
เมื่อปั้นเสร็จจะแนะวิธีการกินให้ลูกค้า
ชวนลูกค้าพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
และที่สำคัญจะไม่ปั้นชิ้นต่อไป ถ้าลูกค้ายังกินไม่หมด

ไม่แปลกใจเลยที่คนต่อคิวเยอะ และใช้เวลานานขนาดนี้
เพราะความใส่ใจของพ่อครัวที่ต้องการให้ลูกค้าได้กินซูชิที่สดจริงๆ

ผมไปถึงร้าน ประมาณ 8 โมงกว่า คนก็ยืนต่อแถวไปจนถึงมุมตึกแล้ว
ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะได้เข้าไปนั่งในร้าน
เป็นการยืนรอทานข้าวที่นานที่สุดของผม
ถ้าไม่คิดว่า ไหนๆก็มาถึงนี่ละ คงจะตัดใจ เปลี่ยนร้านแน่นอน

ตอนอยู่หน้าร้านจะมีป้าคนหนึ่งมาคอยจัดคิวและรับออร์เดอร์
เขาจะถามเราว่าเอาชุดเล็ก หรือชุดใหญ่
ถ้าชุดเล็กราคา 2500 เยน และชุดใหญ่ราคา 3900 เยน
ด้วยความที่รอนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ผมและน้องจึงตัดสินใจจัดเต็มมม
ชุดใหญ่ จัดมาาาาาาาา
(ขอบคุณน้องที่อุปการะมื้อนี้แก่พี่ _/|\_ )


การันตีความดัง ขนาดฝรั่งยังยืนต่อ









พ่อครัวคนนี้ปั้นให้ผมครับ































































                                          


เมื่อผมกินเสร็จ เดินออกมาจากร้านก็พบว่า คนต่อแถวยาวกว่าเดิมอีก o_o"





















--------   TIPS  --------

- ถ้าอยากไปดูการประมูลควรไปถึงตั้งแต่ ตี5
  ขึ้นรถไฟรอบเช้าสุดไปลงที่สถานี tsukijijo
- ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้โซนการประมูลปลาเปิดให้ชมรึมั้ย
  แต่ถ้าอยากไปดูปลาตัวใหญ่ๆ ปลาแปลกๆปละกินซูชิกันสดๆ
  ก็ไปเที่ยวกันได้
- ร้านซูชิไดเปิดตั้งแต่ตี 5 ปิดบ่าย 2 ถ้าอยากกินผมแนะนำไปแต่เช้าดีกว่า