Monday, August 20, 2012
ทุกๆ 7 ปี ชีวิต มักมีการเปลี่ยนแปลง
ทุกๆ 7 ปี ชีวิต มักมีการเปลี่ยนแปลง
7 ปีที่แล้วผมเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว
7 ปีที่แล้ว ผมบอกกับตัวเองว่า ผมต้องกลับไปเที่ยวอีกครั้งให้ได้
7 ปีต่อมา ผมกำลังจะไปญี่ปุ่นอีกครั้ง
คราวนี้ผมต้องเดินทางไปคนเดียว
เพื่อไปเที่ยวกับน้อง
เพื่อไปหาประสบการณ์กับการเป็น wwoofer
ไปใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้า
เรื่องราวจะเป็นยังไง ติดตามใน ชั่ว 7 ปี ไม่ดีสักหน ( 555 ไม่เกี่ยวๆ )
.
.
.
.
อีก 2 วัน ผมก็จะเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วครับ
ตามแผนการที่กำหนดไว้นั้น
22 - 31 ส.ค. 55
จะเที่ยวโตเกี่ยวกับน้อง
ตลอดเดือนกันยานั้นจะไป wwoof
1- 9 ก.ย. 55
นั่งรถบัสไป wwoof ที่ร้าน cafe บนเกาะเล็กๆ ที่ฮิโรชิม่า
10 - 19 ก.ย. 55
ไปเก็บใบชาที่เกียวโต
( ไม่รู้จะได้ไปเก็บใบชารึป่าว เพราะ host ยังไม่บอกเรื่องที่อยู่มาเลย )
20-30 ก.ย. 55
ไปเก็บผลไม้ที่นากาโนะ
1-10 ต.ค. 55
จะนั่งรถบัสตะลุยทั่วญี่ปุ่นกับน้อง
52 วันกับการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
หวังว่าคงได้รับประสบการณ์ไม่มากก็น้อยจากการเดินทางครั้งนี้
พูดญี่ปุ่นก็ไม่เป็น
อังกฤษก็ไม่คล่อง
คงต้องอาศัยความมั่ว
กับใจที่อยากไปเพียงอย่างเดียว
ผมจะเก็บภาพ และเรื่องราว มาฝากให้มากที่สุดนะครับ เจอกันอีกทีเดือนตุลาคมครับ
Thursday, August 16, 2012
เลือก Host กันเถอะ
<< รู้จัก wwoof กันก่อน >>
<< เริ่มต้นสมัคร wwoof >>
เมื่อเราตัดสินใจได้แล้วว่าเราจะไปเมืองอะไร
ขั้นตอนต่อไปก็คือการเลือก Host
Hostcode
จะบอกรหัสของ host และ status ของHost ว่าเปิดรับ wwoofer หรือไม่
We are accepting WWOOFers
- ตอนนี้เขากำลังเปิดรับอยู่
We are in urgent need of WWOOFers!
- ตอนนี้เขากำลังต้องการ wwoofer มาช่วยงานอย่างเร่งด่วน
Not seeking WWOOFers at this time--please check back
- ยังไม่เปิดรับตอนนี้ ให้กลับมาเช็คดูอีกที
City
บอกที่อยู่ของ Host ว่าอยู่เมืองไหน (แนะนำว่า search google map
ดูด้วยว่าอยู่ตรงไหน บางทีก็ห่างไกลเมืองมากกก )
When WWOOFers are accepted
จะบอกช่วงเวลาที่ Host เปิดรับ
Type of Host จะบอกว่าเขาทำอะไรบ้าง
(แนะนำว่าเลือกที่ๆเราอยากไปทำ บางที่ปลูกข้าว เก็บผัก ร้านอาหาร
หรือเลี้ยงสัตว์ ลองเลือกดู)
มุมด้านบน ลองคลิ๊ก search users ดูครับ
มันจะเป็น filter ให้เราเลือก Host ได้ตรงกับที่เราต้องการมากขึ้น
เช่น หาโฮสที่ไม่สูบบุหรี่ หรือกินแต่อาหารเจ
สำหรับคนที่กำลังมองหา Host ที่พูดภาษาอังกฤษได้ ให้เลือกที่
Are WWOOFers expected to understand Japanese:
- เลือก include any of
- เลือก 2-3 อันล่างเพื่อหา Host ที่พูดภาษาอังกฤษได้
( คนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้จะได้เปรียบมากกว่าคนที่พูดไม่ได้ตรงที่ มี Host
ให้เลือกเยอะกว่าคนที่พูดไม่ได้ก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปนะครับ ยังมีให้เลือกอยู่เหมือนกัน )
เมื่อ click เข้ามาแล้วราจะเห็นหน้าตา Host
Tap แรกจะบอกสถานะว่าเปิดรับหรือไม่ และมีรายละเอียดเล็กน้อย เกี่ยวกับงานที่ทำ
หรือต้องการคนที่อยู่นานเท่าไร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโฮส
-Tap Profile-
บอกรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ของโฮสต์ งานที่ทำ อาหารที่รับประทาน มังสวิรัติหรือไม่
ข้อมูลเกี่ยวกับ wwoofer ว่าสามารถรองรับได้กี่คน ใช้อินเตอร์เน็ตได้มั้ย
-Tap Member-
บอกถึงสมาชิกในบ้านของ Host ว่ามีสมาชิกกี่คน อายุเท่าไร และเคยทำอะไรมาบ้าง
และที่สำคัญเขาจะเขียนมาว่าเราควรเตรียมอะไรไปบ้าง
-Tap Rating-
บอกถึงผลโหวตที่เหล่า wwoofer ลงคะแนนให้ คลิ๊กเข้าไปตรงรูปมือ จะมีความคิดเห็น
โผล่ขึ้นมาเหล่าสามารถตัดสินใจได้ระดับนึงว่า host ที่เราจะไปอยู่นั้นเป็นอย่างไร
-Tap Gallery-
จะเป็นรูปภาพภายในฟาร์ม กิจกรรมต่างๆ (บาง host ก็ไม่มี)
เมื่อ เราตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเลือก host นี้ให้พิมพ์ message ไปหาเขา
ช่องนี้จะเป็นช่องทางการพูดคุยระหว่างเรากับ host หรือถ้ามีคำถามก็พิมพ์ไปถามก่อนได้
จากที่ผมพิมพ์ไปหาหลายๆคน host ใช้เวลาในการตอบค่อนข้างนาน
ระหว่างนั้นก็วางแผนเที่ยวไปก่อนครับ
ถ้าผ่านไปสักอาทิตย์ยังไม่ติดต่อมาก็ลองหาที่ใหม่
** ผมมีเทคนิคที่จะแนะนำว่า
นั่ง list รหัส host ไว้เลยว่าเราต้องการไปที่ไหนบ้าง อันดับ 1 2 3
และมีสำรองเอาไว้เผื่อเขาปฏิเสธหรือไม่ติดต่อมา จะได้ไม่ต้องไล่หาใหม่
** อย่าลืมนึกถึงเรื่องการเดินทางด้วยนะครับ อย่าเลือกแต่ละที่ให้ไกลกันมาก
เราอาจจะเสียค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางเยอะ
เมื่อได้รับการยืนยันจาก โฮสต์เรียบร้อยแล้วว่ารับเรา ก็คลิ๊กที่ request contact information
เมื่อคลิ๊กแล้วต้องรอให้ host ปลดล๊อก เมื่อเขาปลดล๊อกจะมีเมลล์ส่งมา แล้วเราจะสามารเข้าไปดูรายละเอียดตรง Tap Contact Detail ได้
ตรงส่วนนี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่ เบอร์โทร การเดินทางไปหาโฮสต์
ซึ่งค่อนข้างสำคัญมาก
เมื่อได้ Host เรียบร้อยแล้วหลังจากนี้ก็... ลุยโลด !!
Tuesday, August 14, 2012
เริ่มต้นสมัคร WWOOF JAPAN
ก่อนที่จะสมัคร Wwoof เราต้องขอ Visa ก่อนนะครับ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่
http://www.jp-vfsglobal-th.com/thai/
โดยไปยื่นที่ศูนย์ JVAC
ชั้น 15 ยูนิต C ตึกสีลมคอมเพล็กซ์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
เปิด จันทร์-ศุกร์ 8.30 - 17.30 (ไม่มีพักกลางวัน)
ค่าสมัคร Visa ราคา 1120+535(ค่าบริการ) = 1655 บาท
(ราคาเมื่อเดือนกรกฎาปี 55)
แผนที่ตั้ง JVAC
เมื่อยื่นเสร็จก็รอลุ้นผลประมาณ 5 วันแล้วก็ไปรับคืนได้
เมื่อ Visa ผ่านแล้วเราจะเดินดุ่มๆไปหาHost เลยไม่ได้นะครับ
เราต้องสมัครสมาชิกในเวบกันก่อน
เข้าไปที่ http://www.wwoofjapan.com (เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษมุมซ้ายบน)
โดยเวบนี้จะเป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างเรากับHost
การสมัครสมาชิกนั้นเราจะเสียค่าสมาชิก 5500 เยน ประมาณ 2230 บาท
แลกกับการเป็น สมาชิก 1 ปี
* Wwoof japan ไม่มีผลต่อการออกใบวีซ่า หรือการสมัครงานในญี่ปุ่นนะครับ
คลิ๊กเข้าไปที่ Wwoofer Application (ด้านซ้าย)
เราก็จะเข้ามายังหน้าให้ลงทะเบียนกัน
การจะเป็น Wwoofer ได้นั้นผู้สมัครต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป
และถ้ามีผู้ติดตามเป็นเด็กอายุ 6-15 ก็ต้องกรอกรายละเอียดเพิ่มเข้าไปด้วย
(ถ้าไปกับเพื่อนก็ต่างคนต่างสมัครนะ)
กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วย เอ้ย!! ถ้วนด้วย
เมื่อกด ยอมรับข้อตกลงเรียบร้อย เขาก็จะบอกว่าขั้นตอนยังไม่หมดเพียงเท่านี้
เขาจะส่ง username กับ password มาให้
เราก็ต้องเข้าไปในเวบเพื่อ login และยืนยันข้อมูลอีกครั้ง
จ่ายตังค์ (TT-TT)
และ เริ่มต้นwwoof ได้เลย
เมื่อเราเป็นหนึ่งใน Wwoofer แล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อไปก็คือการตามหา Host
คนที่จะให้ที่พัก อาหารและงานเราทำนั่นเอง
( ฟังดูเหมือนชีวิตเร่ร่อนมาก 55 )
ย้ำอีกครั้งนะครับว่าการไป wwoof นั้นไม่ได้เงินนะ
ใครหวังว่าจะไปทำงานในญี่ปุ่นละก็ใช้วิธีนี้ไม่ได้
การจะหา host นั้นผมแนะนำว่าหา host ที่มีรูปและให้ข้อมูลเยอะๆจะดีกว่า
ไม่งั้นเราจะไม่รู้ว่าเขาใช้ชีวิตยังไง ทำอะไรกันบ้าง
ต่อกันครับ
เมื่อ Login เข้าไปในเวบ จะพบกับแถบด้านซ้ายที่เพิ่มขึ้นมา หาคำว่า "Host list"
มันจะโชว์ภูมิภาคต่างๆในญี่ปุ่นให้เราเลือกถึง 8 ภูมิภาค
คราวนี้เราก็ต้องมาเลือกดูครับว่าอยากไปทำที่ไหน
ผมจะให้หลักเกณฑ์เลือกว่า ” อยากไปเที่ยวเมืองไหน ก็ไปเมืองนั้นเลยครับ”
หรือไม่ก็อยากทำงานประเภทไหนก็ลองเลือกดู เช่น เก็บผลไม้ เก็บผัก ปลูกข้าว
ฮอกไกโด Hokkaido
ฮอกไกโด เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น และอยู่เหนือสุดของหมู่เกาะ
อากาศจะเย็นมากในฤดูหนาว และเย็นสบายในฤดูร้อน เป็นภูมิภาคเดียวที่ไม่มีฝน
ฮอกไกโด แวดล้อมไปด้วยทะเล เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรมากมายของญี่ปุ่น
จนถูกเรียกว่า “ขุมทรัพย์อาหาร” มีเมืองที่สำคัญคือ ซัปโปโล ศูนย์กลางทางการเมือง
และเศรษฐกิจ โทะโคะฉิ แหล่งผลิตนมและขนมปังที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
โทโฮะคุ TOHOKU
โท โฮะคุเป็นพื้นที่เหนือสุดของเกาะฮอนชู เป็นพื้นที่ที่มีการทำเกษตรกรรม
เป็นจำนวนมากมีชื่อเสียงเรื่องข้าว และสาเก อุดมไปด้วยป่าเขา และน้ำตก
มีเมืองเซนได เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโทโฮะคุ ซึ่งถูกเรียกว่า “เมืองหลวงป่าไม้”
คันโต KANTO
เป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยมากที่สุดในประเทศ ซึ่งเมืองหลวงอย่างนครโตเกียว
ก็ตั้งอยู่ในเขตนี้รวมถึงโยโกฮาม่าเมืองที่ใหญ่รองลงมาด้วย ยังมีเมื่องคามาคุระ
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ฮาโกเน่ เมื่องน้ำพุร้อน และมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย
จูบุ CHUBU
เขต จูยุนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างในแต่ละด้านด้วยเทือกเขาแอลป์แห่งญี่ปุ่น
ภูเขาไฟฟูจิ ที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นก็ตั้งในเขตนี้ เป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหลากลาย
คันไซ KANSAI
เขต คันไซเป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ
ทำให้เขตนี้เป็นพื้นที่ที่มีมรดกโลกคอ่นข้างมาก ทั้งในเมืองนารา ปราสาทในโอซาก้า
เมืองท่าในโกเบและเมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโต
จูโกะคุ CHUGOKU
เขตจูโกะคุอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะฮอนชู มีเทือกเขาแบ่งแยกออกเป็น 2 เขตคือ
ซันอินและซันโย มีเมืองฮิโรชิม่าเป็น เมืองท่าสำคัญ
ชิโคะคุ SHIKOKU
ชิโคะคุเป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาเกาะทั้ง 4 ของญี่ปุ่น เป็นเขตที่ไม่ค่อยมี
นักท่องเที่ยวมามากนัก แต่ก็เป็นเขตที่มีชายฝั่งและแม่น้ำที่สวยงาม
คิวชู KYUSHU
คิวชู เป็นเกาะใต้สุดของญี่ปุ่น มีสภาพภูมิอากาศที่แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
ด้านแปซิฟิคซึ้งอบอุ่นและด้านทะเลญี่ปุ่นซึ่งหนาวเย็น ส่วนหมูเกาะโอกินาว่าจะมี
ภูมิอากาศแบบร้อนชื้นคิวชูนั้นมีเมืองฟุคุโอกะ เป็นศูนย์กลางการขนส่ง
และเมืองเบบปุ เมืองที่มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำพุร้อน
ข้อมูลบางส่วนจาก องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น
<< เลือก Host กันเถอะ >>
Thursday, August 2, 2012
Let's Wwoof in Japan
ผมกำลังจะไป WWOOF คร้าบบบ !!
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเองก็มี wwoof แล้วด้วยนะ ลองคลิ๊กเข้าไปที่
ทำไมผมถึงอยากจะไป wwoof ?
ผมรู้จักโครงการนี้จากหนังสือของเพื่อนที่ทำงานของผม เปิดอ่านผ่านๆ รู้แค่เพียงว่า
เราไปทำงานในฟาร์มในต่างประเทศ แลกกับการกินอยู่ฟรี ผมคิดว่า เฮ้ยโครงการนี้แม่งดีวะ
คงประหยัดค่ากินค่าที่พักไปได้เยอะ ถ้ามีเวลาก็น่าไป แต่ตอนนั้นผมเพิ่งเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเริ่ม
เข้าทำงาน ทำให้ผมหยุดความคิดนี้ไปในทันที
ผ่านไปเกือบ 3 ปี...
ในขณะที่ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ ในหัวผมมันก็คอยแต่คิดอยากจะไปเที่ยว
อยากทำอะไรใหม่ ไปเจออะไรใหม่ๆ
อาจจะเพราะด้วยงานของผม ทำให้ผมอยู่แต่หน้าคอมทั้งวัน
เคยนั่งๆทำงานอยู่แล้วรู้สึกเบื่อมั้ยครับ? มองไปทางไหนก็เจอแต่กำแพงคอนกรีต
ตื่นเช้าขึ้นมา
แปรงฟัน
อาบน้ำ
ออกจากบ้าน
นั่งรถไปทำงาน
ทำ
ทำ
ทำ
นั่งรถกลับบ้าน
เปิดคอม เล่นfb อ่านเวบ อ่านหนังสือ
อาบน้ำ
นอน
(อ่านใหม่อีกรอบ)
ผม รู้สึกอึดอัดกับการดำเนินชีวิตที่วนลูป หรือเป็นวัฐจักรแบบนี้ทุกวัน
หลายๆหนังสือที่ผมอ่านในขณะนั้น ได้พยายามบอกกับผมว่า
“ลองถามใจตัวเองดูสิ ว่าสิ่งที่คุณทำในปัจจุบันนี้ คือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆนะหรือ”
ผมลองถามใจตัวเองดู....คำตอบที่ได้คือ ไม่ใช่
ความสุขของผมที่มีหายไปกับการทำงาน
ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
เพราะไม่ชอบ
เพราะไม่ใช่
เพราะกดดัน หรืออะไรก็ตาม..
ทำให้ผมอยากจะหนีจากมัน
แม้ผมจะลองอดทนทำดู สู้มันไปตั้งหลายครั้ง
แต่ก็ทำอะไรกับความรู้สึกเบื่อหน่ายนี้ไม่ได้สักที
อาจจะเพราะมันเกิดที่ใจของผมเอง
ผมเลยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนสถานะที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ผมจะออก ผมจะไปเที่ยว และผมจะไปญี่ปุ่น
คำ ว่า wwoof เข้ามาในหัวผมอีกครั้ง ผมนั่งหาข้อมูล ประสบการณ์ของคนที่เคยไป
และตามหาหนังสือ “ปฏิบัติการบุกญี่ปุ่น” ของพี่ดนัย
หนังสือที่ผมเคยเปิดอ่านผ่านๆสมัยที่ผมเริ่มทำงาน
มันทำให้ความอยากไปของผมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะไป wwoof
ผมจะลองไปใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้า แปลกภาษา
ไปทำฟาร์ม ไปเป็นพี่อาทิจในแดนอุทัย :P
(พี่อาทิจที่หมายถึงคือ ณเดช ที่เล่นในเรื่อง ธรณีนี่นี้ใครครอง)
“เฮ้ยแต่เราพูดภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่คล่องแล้วจะไปได้หรอวะ”
“เอาน่าา ลองไปดู” ผมย้ำกับตัวเองอีกครั้ง
(เพี้ยนจนคุยกับตัวเองได้แล้ว)
(แต่ ถ้าใครอยากจะไปเพราะอยากไปเรียนรู้การทำฟาร์มและเปลียนวัฒนธรรม หาประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ลองไปดูก็ได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องไปเพราะเบื่อชีวิตแบบผม :)

ลองถามตัวคุณดูนะ ว่า ณ ขณะนี้คุณมีความสุขกับชีวิตอยู่รึเปล่า?
ถ้าคำตอบคือ ไม่...คงต้องทำอะไรสักอย่างกับชีวิตแล้วละ
<< เริ่มต้นสมัคร wwoof >>
หลายคนสงสัยว่า ไอ้ wwoof นี่มันคืออะไรวะ
วันนี้ผมเลยอยากแบ่งปันประสบการณ์ในการสมัครสมาชิก
เป็น wwoofer มาแบ่งปันกันครับ
เรามาเริ่มรู้จัก Wwoof กันก่อนดีกว่า
WWOOF หรือ เต็มๆว่า World Wide Opportunites on Organic Farms
เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1971 เมื่อ Sue Coppard เกิดไอเดียที่จะเชิญชวน
เหล่าอาสาสมัครผู้เบื่อหน่ายชีวิตในเมือง ลองมาใช้ชีวิตในชนบทดูบ้าง โดยมาลองทำงาน
ในฟาร์มออร์แกนิคช่วงสุดสัปดาห์ ปรากฏว่า ผลตอบรับค่อนข้างดีทำให้กิจกรรมนี้แพร่ขยาย
ไปอีกหลายประเทศทั่วโลก และเรียกกลุ่มคนเหล่านั้นว่า “ Wwoofer ”
การไป wwoof นั้นเราจะไม่ได้รับค่าจ้างเป็นตัวเงิน แต่จะทำงานเพื่อแลกกับอาหาร
และที่พักฟรีโดยทำงานวันละ 6 ชั่วโมงหรือแล้วแต่ตามตกลงระหว่างเรากับเจ้าของบ้าน (Host)
และที่พักฟรีโดยทำงานวันละ 6 ชั่วโมงหรือแล้วแต่ตามตกลงระหว่างเรากับเจ้าของบ้าน (Host)
การได้เข้าไปทำงานในฟาร์มไม่เพียงแค่ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ
แต่ยังได้แลกเปลี่ยนความเรียนรู้ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและก่อเกิดมิตรภาพ อีกด้วย
แต่ยังได้แลกเปลี่ยนความเรียนรู้ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและก่อเกิดมิตรภาพ อีกด้วย
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเองก็มี wwoof แล้วด้วยนะ ลองคลิ๊กเข้าไปที่
ทำไมผมถึงอยากจะไป wwoof ?
ผมรู้จักโครงการนี้จากหนังสือของเพื่อนที่ทำงานของผม เปิดอ่านผ่านๆ รู้แค่เพียงว่า
เราไปทำงานในฟาร์มในต่างประเทศ แลกกับการกินอยู่ฟรี ผมคิดว่า เฮ้ยโครงการนี้แม่งดีวะ
คงประหยัดค่ากินค่าที่พักไปได้เยอะ ถ้ามีเวลาก็น่าไป แต่ตอนนั้นผมเพิ่งเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเริ่ม
เข้าทำงาน ทำให้ผมหยุดความคิดนี้ไปในทันที
ผ่านไปเกือบ 3 ปี...
ในขณะที่ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ ในหัวผมมันก็คอยแต่คิดอยากจะไปเที่ยว
อยากทำอะไรใหม่ ไปเจออะไรใหม่ๆ
อาจจะเพราะด้วยงานของผม ทำให้ผมอยู่แต่หน้าคอมทั้งวัน
เคยนั่งๆทำงานอยู่แล้วรู้สึกเบื่อมั้ยครับ? มองไปทางไหนก็เจอแต่กำแพงคอนกรีต
ตื่นเช้าขึ้นมา
แปรงฟัน
อาบน้ำ
ออกจากบ้าน
นั่งรถไปทำงาน
ทำ
ทำ
ทำ
นั่งรถกลับบ้าน
เปิดคอม เล่นfb อ่านเวบ อ่านหนังสือ
อาบน้ำ
นอน
(อ่านใหม่อีกรอบ)
ผม รู้สึกอึดอัดกับการดำเนินชีวิตที่วนลูป หรือเป็นวัฐจักรแบบนี้ทุกวัน
หลายๆหนังสือที่ผมอ่านในขณะนั้น ได้พยายามบอกกับผมว่า
“ลองถามใจตัวเองดูสิ ว่าสิ่งที่คุณทำในปัจจุบันนี้ คือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆนะหรือ”
ผมลองถามใจตัวเองดู....คำตอบที่ได้คือ ไม่ใช่
ความสุขของผมที่มีหายไปกับการทำงาน
ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
เพราะไม่ชอบ
เพราะไม่ใช่
เพราะกดดัน หรืออะไรก็ตาม..
ทำให้ผมอยากจะหนีจากมัน
แม้ผมจะลองอดทนทำดู สู้มันไปตั้งหลายครั้ง
แต่ก็ทำอะไรกับความรู้สึกเบื่อหน่ายนี้ไม่ได้สักที
อาจจะเพราะมันเกิดที่ใจของผมเอง
ผมเลยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนสถานะที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ผมจะออก ผมจะไปเที่ยว และผมจะไปญี่ปุ่น
คำ ว่า wwoof เข้ามาในหัวผมอีกครั้ง ผมนั่งหาข้อมูล ประสบการณ์ของคนที่เคยไป
และตามหาหนังสือ “ปฏิบัติการบุกญี่ปุ่น” ของพี่ดนัย
หนังสือที่ผมเคยเปิดอ่านผ่านๆสมัยที่ผมเริ่มทำงาน
มันทำให้ความอยากไปของผมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะไป wwoof
ผมจะลองไปใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้า แปลกภาษา
ไปทำฟาร์ม ไปเป็นพี่อาทิจในแดนอุทัย :P
(พี่อาทิจที่หมายถึงคือ ณเดช ที่เล่นในเรื่อง ธรณีนี่นี้ใครครอง)
“เฮ้ยแต่เราพูดภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่คล่องแล้วจะไปได้หรอวะ”
“เอาน่าา ลองไปดู” ผมย้ำกับตัวเองอีกครั้ง
(เพี้ยนจนคุยกับตัวเองได้แล้ว)
(แต่ ถ้าใครอยากจะไปเพราะอยากไปเรียนรู้การทำฟาร์มและเปลียนวัฒนธรรม หาประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ลองไปดูก็ได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องไปเพราะเบื่อชีวิตแบบผม :)
ลองถามตัวคุณดูนะ ว่า ณ ขณะนี้คุณมีความสุขกับชีวิตอยู่รึเปล่า?
ถ้าคำตอบคือ ไม่...คงต้องทำอะไรสักอย่างกับชีวิตแล้วละ
<< เริ่มต้นสมัคร wwoof >>
Thursday, July 26, 2012
งานเที่ยวทัวไทย..ไปทั่วโลก
ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวอยู่ ลองไปเดินดูงานนี้กันครับ
" TITF #11 AMAZING WINTER"
จัดที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันที่ 16-19 สิงหาคม 2555
10.00 - 20.00 น.
Saturday, June 30, 2012
Six months walking in asia
Hi Longtimes to see me haha. I am back. :)
A few day before I met some clip about the photographer names Marco Giovanelli
He travel in Asia and make this awesome clip.
Bangkok CAMBODIA. siam reap, phnom penh, sihanoukville, kampot, VIETNAM. phu quoc, ho chi min, mekong delta , mui ne, hoi an, hue' , ha long bay, hanoi, LAOS. luang prabang, nong kiew,ban na, vanvieng, INDIA.new delhi, vrindavan, agra, rajastan, manali, mc leod ganji, varanasi, calcutta , SRILANKA. negombo, unawatuna, matara, arugam bay,THAILAND. krabi, phi phi island, ko phangan, ko tao, phuket, ko chang, prachin buri, MALAYSIA. kuala lumpur and back to bangkok
And this is another clip that was taken a year ago.In Asia as well.He make me wanna grab my camera and go outside. I want my camera can shoot video.So I shold be save my money to buy new one TT^TT haha Let's enjoy it.
Saturday, February 25, 2012
Life on foot
In one life ... We can walk as far as possible to how it is.
Christoph Rehage he takes a year to walk 4,646 miles.
Throughout the trip, he was not cut. And shave it.
At first time he planned to walk from China returned to his hometown in Germany.He walked and walked over 4500 km, so he decided to stop.
Why did he stop?
He said " I wanted to gain back my life. I had to regain control over myself, eliminate the inner boss that was telling me what to do. A lot of people look at the video thinking “I want to be free like that guy!” – but they don’t realize that I was driven by something, and maybe I was losing control over it.
Someone ask him How did the walk change your life?
I think this is the most important thing that he had received from this time.To have a talk with yourself to understand it more ...
Let's to walk.Talk to yourself. Maybe you should know. What do you really want?
Thanks this clip from POD
ในชีวิตหนึ่ง...เราสามารถเดินไกลมากที่สุดได้ขนาดไหนกันนะ
Christoph Rehage เขาใช้เวลาเดินทาง 1 ปีเต็มกับการเดินทาง 4646 กิโลเมตร
โดยตลอดการเดินทางนั้นเขาไม่ตัดผม และโกนหนวดเลย
ในตอนแรกเขาวางแผนไว้ว่าจะเดินทางจากจีน กลับไปยังบ้านเกิดของเขาที่เยอรมัน
เขาเดิน เดิน และเดินไปกว่า 4500 กม. จึงตัดสินใจที่จะหยุดเดิน
ทำไมเขาจึงหยุดเดิน?
เขาบอกว่า "เขาต้องการชีวิตของเขากลับคืนมา เขาเดินจนรู้สึกเหมือนบางอย่างข้างใน
ควบคุมเขาอยู่ จนสูญเสียการควบคุมของตัวเอง"
มีคนถามเขาว่า การเดินครั้งนี้ เปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไรบ้าง ?
เขาตอบว่า " เขาได้เรียนรู้วิธีการเดิน เรียนรู้วิธีการหยุดเดิน และที่มากกว่านั้น คือ
เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร ? "
ผมว่านี่ละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาได้รับจากเดินในครั้งนี้
การได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง คุยกับตัวเอง อาจจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น...
ลองเดินดู บางทีคุณอาจจะรู้ ว่าชีวิตคุณต้องการอะไร ?
ขอบคุณ พจน์ ที่แนะนำคลิปนี้ครับ
Saturday, February 11, 2012
Don't Worry, Be Happy
In a way of the future...
If you don't know everything....
what do u want to do?
where do you want to go?
.... Don't Worry, Be Happy : ) ...
Labels:
clips,
inspirations
Subscribe to:
Posts (Atom)

